ทองคำโลกหลุด 4,320 ดอลลาร์ หลังศึกเรือน้ำมันอิหร่าน-สหรัฐฯ ปะทุหนักสุดรอบ 6 เดือน
ราคาทองคำโลก (XAU/USD) ร่วงลงหลุดระดับ 4,320 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงเช้าตลาดเอเชียวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานของ FXStreet ซึ่งเป็นการร่วงต่อเนื่องจากที่เคยหลุด 4,350 ดอลลาร์ไปแล้วก่อนหน้านี้ในคืนวันพฤหัสบดี สาเหตุหลักมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง ประกอบกับตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ออกมาร้อนแรงกว่าคาด ซึ่งดันโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้าให้พุ่งสูงขึ้นไปอีก
ทั้งนี้ ราคาทองคำล่วงหน้าสัญญาเดือนธันวาคมปิดตลาดวันพฤหัสบดีที่ 4,407.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลง 1.2% ตามรายงานของผู้จัดการออนไลน์ ก่อนที่แรงกดดันจะกดราคาให้อ่อนตัวลงต่อเนื่องเข้าสู่ช่วงเช้าวันศุกร์
อิหร่าน-สหรัฐฯ ปะทะกันโจมตีเรือน้ำมัน 15 ลำใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ดันน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์
ตามรายงานของสำนักข่าวอินโฟเควสท์ อิหร่านและสหรัฐฯ เปิดฉากปะทะกันโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันใกล้ช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันพุธที่ 9 กันยายน ซึ่งถือเป็นการปะทะทางทะเลที่รุนแรงที่สุดในรอบ 6 เดือน โดยฝ่ายอิหร่านเปิดเผยว่าได้โจมตีเรือ 10 ลำ ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยการจมเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน 5 ลำ มีลูกเรือเสียชีวิตอย่างน้อย 1 รายและสูญหายอีก 1 ราย กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ยังขู่ว่าจะตอบโต้รุนแรงขึ้นหากถูกโจมตีอีก พร้อมส่งสัญญาณอาจประกาศเขตหวงห้ามทางทะเลใหม่ที่ขยายไปถึงชายฝั่งปากีสถาน
ความรุนแรงที่ทวีขึ้นนี้ยังมาพร้อมกับสถานการณ์ในทะเลแดง หลังกลุ่มฮูตีที่หนุนหลังโดยอิหร่านเข้ายึดเมืองท่าโมคา (Mocha) ของเยเมนเมื่อวันที่ 10 กันยายน ซึ่งเป็นการคุกคามเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงเพิ่มเติม ตามรายงานของผู้จัดการออนไลน์ ผลจากความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันที่ตึงตัวขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนตุลาคมพุ่งขึ้น 6.43 ดอลลาร์ (+6%) ปิดที่ 102.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนเบรนท์งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 6.42 ดอลลาร์ ปิดที่ 107.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ราคาน้ำมันสหรัฐฯ ทะลุ 100 ดอลลาร์นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม
น่าสังเกตว่าครั้งนี้ราคาทองคำกลับไม่ได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยตามปกติ แต่กลับถูกกดดันเพิ่มเติม เนื่องจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงไปกระตุ้นความกังวลเรื่องเงินเฟ้อแทน ซึ่งเป็นพลวัตเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา ดังที่เคยรายงานไว้ในบทวิเคราะห์ราคาทองร่วงใกล้ 4,350 ดอลลาร์ช่วงดาวโจนส์ทรุด โดยดัชนีดาวโจนส์วันพฤหัสบดียังคงปิดลบต่อเนื่องอีก 316.56 จุด (-0.60%) แม้ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นแรงก็ตาม สะท้อนว่านักลงทุนกำลังกังวลเรื่องเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยมากกว่าจะมองหาที่หลบภัยจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
PPI ร้อนแรงกว่าคาด ดันโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ยพุ่งเป็น 70%
ซ้อนทับกับปัจจัยน้ำมัน ตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนสิงหาคมที่ประกาศออกมาก่อนหน้านี้ก็เพิ่มแรงกดดันต่อทองคำเช่นกัน โดยตามรายงานของ FXStreet ตัวเลข PPI รายเดือนเพิ่มขึ้น 0.4% ตรงตามคาด แต่ตัวเลขรายปีเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 5.4% สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 5.3% ขณะที่ดัชนี Core PPI รายปีอยู่ที่ 4.6% ตรงตามคาด ผลจากตัวเลขดังกล่าวทำให้เครื่องมือ CME FedWatch ปรับเพิ่มโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15-16 กันยายนนี้ ขึ้นมาอยู่ที่ 70% จากระดับ 62% ก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องจากที่เคยรายงานไว้ในสรุปราคาทองคำวันนี้ 11 กันยายน 2569 ที่ระบุว่าโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเคยพุ่งแตะ 60% หลัง PPI ประกาศออกมาแล้ว
ไคล์ ร็อดดา (Kyle Rodda) นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Capital.com ให้ความเห็นกับ FXStreet ว่า "ตัวเลข PPI บ่งชี้ว่าเงินเฟ้อพื้นฐานของสหรัฐฯ เริ่มขยับตัวสูงขึ้นบ้างแล้ว และส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น" สอดคล้องกับธีมที่เคยอธิบายไว้ในบทวิเคราะห์การร่วงลง 600 บาทจากตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ว่าทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนดอกเบี้ยมักถูกเทขายเมื่อโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น เพราะต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองสูงขึ้นตามไปด้วย
นักวิเคราะห์ TD Securities เตือนแนวรับสำคัญ แต่ยังมองบวกระยะยาว
ตามรายงานของ KITCO นักวิเคราะห์จาก TD Securities คือ ไรอัน แม็คเคย์ (Ryan McKay) และ บาร์ต เมเล็ก (Bart Melek) ระบุแนวรับสำคัญ 2 ระดับที่ต้องจับตา คือ 4,367 ดอลลาร์ ซึ่งหากราคาหลุดลงไปกองทุน CTA (Commodity Trading Advisors) มักจะเริ่มเทขายทองคำ และ 4,300 ดอลลาร์ ซึ่งหากหลุดระดับนี้ กองทุนเชิงระบบ (systematic funds) มีแนวโน้มจะเทขายหนักขึ้น โดยทั้งสองระบุว่า "กองทุน CTA เริ่มเทขายทองคำแบบพอประมาณเมื่อหลุดต่ำกว่า 4,367 ดอลลาร์ ขณะที่กองทุนเชิงระบบมีแนวโน้มเทขายหนักขึ้นเมื่อหลุดต่ำกว่า 4,300 ดอลลาร์" ซึ่งราคาปัจจุบันที่ราว 4,320 ดอลลาร์อยู่ระหว่างสองแนวรับนี้ ทำให้ตลาดยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่าจะหลุดแนวรับที่สองหรือไม่
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ทั้งสองยังคงมุมมองบวกต่อทองคำในระยะยาว โดยระบุว่า "ธีมการลดค่าเงินดอลลาร์ (dollar-debasement) ที่กลับมาอีกครั้ง ประกอบกับแรงซื้อของธนาคารกลางที่ยังอยู่ในระดับสูงและเงินไหลเข้า ETF ที่ฟื้นตัว ยังเป็นฐานรองรับที่แข็งแกร่งในระยะยาว" โดยเมเล็กยังให้เป้าหมายราคาทองคำระยะยาวไว้ที่ 5,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในไตรมาส 3 ปี 2570 จากแรงหนุนของธนาคารกลางและนักลงทุนสถาบันที่รอจังหวะเข้าซื้อในราคาที่ดีกว่า มุมมองนี้สอดคล้องกับแรงซื้อเชิงโครงสร้างที่เคยรายงานไว้ในบทความราคาทองคำ จีนซื้อทองเดือนที่ 22 ติดต่อกัน ETF ไหลเข้า 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์
ความหมายต่อราคาทองไทย
ราคาทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศไทยปิดตลาดวันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2569 ที่ 68,550 บาทต่อบาททองคำ (ราคาขายออก) ตามประกาศราคาของสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทย ตามรายละเอียดที่เคยรายงานไว้ในสรุปราคาทองคำวันนี้ 11 กันยายน 2569 เนื่องจากราคาทองคำโลกยังคงร่วงต่อเนื่องหลุดระดับ 4,320 ดอลลาร์เข้าสู่ช่วงเช้าวันศุกร์ ประกอบกับความตึงเครียดตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น จึงมีแนวโน้มเป็นแรงกดดันสำคัญต่อทิศทางราคาทองคำแท่งไทยที่จะเปิดตลาดเช้านี้ ผู้อ่านที่ต้องการทราบว่าตลาดทองคำไทยจะเคลื่อนไหวต่อจากระดับปิด 68,550 บาทไปทางใด สามารถตรวจสอบราคาจริงแบบเรียลไทม์จากสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทยได้ที่หน้าราคาทองคำวันนี้ ของเว็บไซต์
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้
ตามรายงานของสำนักข่าวอินโฟเควสท์ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ยังคงขู่ตอบโต้รุนแรงขึ้นหากถูกโจมตีอีก และอาจประกาศเขตหวงห้ามทางทะเลใหม่ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ทำให้สถานการณ์ความตึงเครียดนี้ยังมีความเสี่ยงจะบานปลายต่อได้ และจะยังคงเป็นปัจจัยกดดันราคาน้ำมันและเงินเฟ้อในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้ ตลาดยังคงรอคอยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) ในวันที่ 15-16 กันยายนนี้ ซึ่งหลังจากที่โอกาสขึ้นดอกเบี้ยพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 70% แล้ว หากเฟดตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยจริงตามที่ตลาดคาด อาจกดดันทองคำให้ทดสอบแนวรับ 4,300 ดอลลาร์ที่ TD Securities ระบุไว้ต่อไป ผู้อ่านที่สนใจติดตามความเคลื่อนไหวราคาทองคำและบทวิเคราะห์อื่น ๆ เพิ่มเติมสามารถอ่านได้ที่หน้าบทความทั้งหมด ของเว็บไซต์
เนื้อหานี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน
